การที่จะได้วีดีโอที่ดีมาได้
ลองนำเอาเทคนิคเหล่านี้ไปประกอบกับการถ่ายวีดีโอ
1. หลีกเลี่ยงการซูมเข้าและออกมากเกินไป
โดยปกติคนขายกล้องมักจะโฆษณาโอ้อวด
กล้องวีดีโอของเขามีความสามารถสูงสามารถซูมได้หลายร้อยเท่ามากกว่ายี่ห้ออื่น ๆ
ทั้ง ๆ ที่นั่นมันไม่ได้เป็นปัจจัยที่ดีเลยเพราะว่า ถ้าคุณซูมมากกว่า 4X ก็เกิดอาการสั่น
ภาพที่ได้ออกมาก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยกเว้นคุณจะใช้ขาตั้งกล้องควบคู่กับการซูม
เมื่อเราหลงคารมคนขายก็ได้กล้องที่ความสามารถในการซูมสูง และพวกเราก็ใช้มันเสียเลย
แบบว่าซูมเข้า ๆ ออก ๆ เป็นว่าเล่น พอทำเป็น CD หรือ
DVD ออกมา ดูแล้วมึน
เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงการใช้ซูมให้น้อยที่สุดและที่เท่าจำเป็น
และถ้าจำเป็นต้องการใช้ซูมก็ขอให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
และไม่ควรใช้ซูมระหว่างขณะที่เปลี่ยนฉาก
ถ้าทำอย่างนี้ได้วีดีโอก็จะดูดีขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
แต่ผมบางครั้งหลงลืมตัวใช้เหมือนกัน
2. จับกล้องให้นิ่งขณะถ่ายวีดีโอกล้องวีดีโอ
ปัจจุบันนี้ตัวขนาดเล็ก
และมีปัญหาแน่นอนกับอาการสั่น ไม่เหมือนกล้องรุ่นใหญ่ ๆ มีน้ำหนักมากต้องแบกใส่บ่า
และนั่นแหละก็เป็นลดอาการสั่นได้ดี แต่ไม่มีคนอยากใช้เพราะพกพาลำบาก
จึงต้องมาใช้กล้องวีดีโอขนาดเล็ก ถึงแม้ว่าจะจับกล้องให้นิ่งแล้ว
แต่อาการสั่นก็จะมีนิดหน่อย แต่เทคโลยีของกล้องก็สามารถชดเชยอาการสั่นได้เล็กน้อย วีดีโอที่ออกมาก็จะดูนิ่ง
หรือถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อาศัยเทคนิคในการทำกล้องให้นิ่งอย่างอื่น เช่น
ใช้ขาตั้งกล้อง (สามขา) เหมือนกับมืออาชีพเค้าใช้กัน (แบบนี้นายแบบ
นางแบบตัวน้อยของพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่รอหรอกครับ วิ่งกันกระจัดกระจาย
มีน้อยคนที่ใช้) หรือ ง่ายขึ้นมาอีกหน่อยก็ใช้ขาตั้งแบบขาเดียวตั้งบนพื้นแล้วก็จะกล้องให้นิ่ง
แบบนี้ก็จะเกิดอาการเอียงเกิดขึ้นบ้างแต่ก็ลดอาการสั่นดีกว่าใช้มือจับ
หรือยืนให้หลังพิงฝา หรือนั่งคลุกเข่า ถ้าจะให้ดี ถ่ายวีดีโอแบบไม่ใช้จอ LCD
เอากล้องแนบกับลูกตาแล้วกดให้นิ่ง แบบนี้ก็ลำบากกับคนใส่แว่น
เหมือนกัน
3. การถ่ายวีดีโอเล่าเรื่องราวต่าง ๆ
ให้เป็นที่น่าสนใจ มีชีวิตชีวา
เรื่องราวต่าง ๆ ที่เราบันทึกไว้ในวีดีโอ
เสมือนกับเราพาคนดูวีดีโอของเราไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ถ่ายบรรยากาศรอบ ๆ
หลังจากนั้นก็ตัดเข้าไปหากลุ่มที่เราต้องการโฟกัส คนใดคนหนึ่งที่เป็นตัวหลัก
และบันทึกวีดีโอเสมือนเราเอากล้องไปวางไว้บนหัวของคนนั้น ๆ ตัดไปตัดมา เช่น
วันนี้พาลูกสาวตัวเล็ก ๆ เข้าไปชมพระบรมมหาราชวัง อันดับแรกก็ถ่าย
ภาพวิวรวมทั้งหมดก่อน หลังจากนั้น ก็วิ่งไปดักหน้า
แล้วก็ถ่ายเธอกำลังเดินเข้ามากับแม่ของเขา หลังจากเธอก็เดินผ่านไปแล้วก็มองเจดีย์สักอย่างหนึ่ง
เราก็ถ่ายข้าง ๆ หรือด้านหลังว่าเธอกำลังมองเจดีย์ แล้วก็ตัดไปถ่ายเจดีย์นั้น
ฉะนั้นคนที่ดูวีดีโอ ก็จะตื่นเต้นเหมือนกับเดินไปกับลูกสาวของเรา
4. การลำดับเรื่องจะจบ หรือการเริ่มต้น?
นี่เป็นเทคนิคการลำดับเรื่อง
บางครั้งก็ออกอาการมึนเหมือนกันว่าจะเริ่มอย่างไร? และจะจบอย่างไร?
ดูแล้วสนุกตื่นเต้น แบบนี้ก็สามารถลอกเลียนแบบภาพยนต์สักเรื่องหนึ่ง
หรือสารคีใด ๆ สักเรื่อง เช่น เริ่มจากการเกริ่นจากในบ้านคุณแม่กำลังคุย +
เปิดหนังสือท่องเที่ยวให้ลูกสาวดูที่ใดที่หนึ่งแล้วก็เล่าเรากำลังจะไป
ตัดไปยังขณะขับรถเดินทาง ตัดไปยังแผนที่แล้วก็มีรถวิ่งจากบ้านไปที่ที่ต้องการจะไป
แล้วก็ผ่านสิ่งต่าง ๆ ตามข้างทาง แล้วก็ถึงที่หมาย แล้วบันทึกกิจกรรมในวันนั้น ๆ
และช่วงกลาง ๆ ของกิจกรรม บางครั้งก็อาจะตัดกลับไปในบ้านคุณแม่กำลังคุย +
เปิดหนังสืออีกครั้งหนึ่งแทรกไปอยู่เป็นตอน ๆ
สุดท้ายก็เดินทางกลับบ้านเหมือนกับการเดินทางไป
และก็จบลงตรงที่แม่อ่านหนังสือจบและพูดคุยกับลูก
เทคนิคเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการจินตนาการ+เทคนิคการตัดต่อด้วย
และทำให้เกิดการเริ่มต้น และจบแบบสมบูรณ์
5. ทำให้สั้น และเข้าใจง่าย
ถ้าตั้งกล้องถ่ายวีดีโอที่มีความยาวมากกว่า 2
นาทีนั้น มันจะทำให้ผู้ดูเบื่อหรือก็หลับไปเลย
การทำคลิปวีดีโอประกอบด้วยคลิปย่อยจำนวนมากมาย คลิปหนึ่ง ๆ มีความยาวประมาณ 5
ถึง 10 วินาที จะได้ผลมากกว่า
ทำให้คนดูตื่นเต้นใจจดใจจ่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก
พิธีการบางสิ่งบางอย่างก็เอาส่วนหัวส่วนท้ายก็พอ
แล้วก็ตัดเอาช่วงกลางออกไปให้รู้ว่านี่เป็นพิธีการอะไรเท่านั้นก็พอ
6. เงา แสง มุมกล้องแสงธรรมชาติ
มุมกล้องจะมีความสัมพันธ์กันได้ก็ยิ่งดี
เพราะสถานที่ที่เราไปถ่ายต้องอาศัยแสงธรรมชาติเป็นหลัก ไม่สามารถจัดหาไฟสตูดิโอได้ตลอดเวลา
เพียงแต่ต้องหลีกเลี่ยงการถ่ายย้อนแสงแบบจัง ๆ เพราะจะทำให้คนที่ถูกถ่ายหน้าดำ
แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องถ่ายย้อนแสง ก็อาจจะใช้ backlight ที่ติดมากับกล้องใช้ให้เป็นประโยชน์
ลดอาการหน้าดำได้บ้าง หรือหันมุมกล้อง เพื่อให้เกิดแสงเงาแทนที่จะถ่ายคนตรง
หรือสถานที่นั้นตรง ๆ นั่นก็จะได้มุมมองที่แปลก ๆ
7. การเปลี่ยนมุมมอง
ถ้าตั้งกล้องถ่ายวีดีโอมุมเดียวนั้นโอกาสที่ผู้ชมจะเบื่อมาก
ๆ เพราะนั้นการเปลี่ยนมุมหลาย ๆ มุม (มุมบน มุมล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา)
เหมือนกับใช้กล้องหลายตัวรุมจุดโฟกัสนั้น ๆ ตัดสลับไปมา
บางที่ก็มีการถ่ายซ้ำและนำเอาไปตัดต่อเอา
ก็จะทำให้เกิดการสนใจติดตามอย่างต่อเนื่อง โฟกัสสิ่งที่กำลังดำเนินไปอยู่
8. เรียนรู้จากภาพยนตร์
การเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ จากภาพยนต์ และจดจำ
เช่น ถ้านั่งดูภาพยนต์ไป และลองเดาว่าจะเปลี่ยนฉากอย่างไร แสดงว่าคุณมองออก
และสามารถดำเนินเรื่องการถ่ายวีดีโอของคุณแบบไม่ติดขัด และเก็บสิ่งแวดล้อม
เก็บสถานการณ์ ได้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็เอามาตัดต่อและเรียงลำดับใหม่ในคอมพิวเตอร์
เล่าเป็นเรื่องราวได้อย่างสนุก
9. การเตรียมแบตเตอรี่ให้เพียงพอ
ถ้าแบตเตอรี่หมดขณะการถ่ายทำ ทุกอย่างก็จบ
ฉะนั้นก็ต้องเตรียมแบตเตอรี่ลูกใหญ่ขึ้น หรือพกสายยาว ๆ เสียบปลั๊กเอาก็ได้
เพื่อเหตุการณ์ดำเนินการไปด้วยดีก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องการเตรียมแบตเตอรี่ลูกใหญ่
ๆ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ
10. ระบบเสียง
ถ้าทำได้ก็ยิ่งดี หมายถึง
ทุกอย่างพร้อมและเตรียมมาดีก็จะให้การถ่ายทำวีดีโอสมบูรณ์ขึ้น แต่โฮมวีดีโอ
มันเอาแน่นอนไม่ได้ไม่มีบทไม่มีสคริป ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
บางทีก็อาศัยการตัดต่อเอาส่วนที่ไม่ต้องการออกไป
หรือค่อยมาเสริมด้วยบทพากษ์ใหม่แทรกเข้าไปหรือเพิ่มบทเพลง เพื่อที่จะกลบเกลื่อนสิ่งที่ไม่ดีออกไป
บทสรุป
เรายังไม่ใช่มืออาชีพ แต่ต้องการทำดีสุด
สักวันหนึ่งก็ทำได้เอง
กว่าวันนั้นจะมาถึงจะต้องเรียนรู้พื้นฐานจากประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยตัวเอง
ลองผิดลองถูกมานานนับ และแล้วก็เกิดความมั่นใจ
มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของการเรียนรู้, เหมือนการขี่จักรยาน หรือการว่ายน้ำ
ถ้าคุณสนใจมากขึ้นก็จะเกิดความชำนาญด้วยตนเอง., อยากจะแนะนำว่าถ้ายังต้องการหาประสบการณ์ใหม่ก็ขนขวายจากหนังสือหรืออินเตอร์เนทให้มากขึ้น
พูดคุยกับกับคนที่มีประสบการณ์แล้วนำเอาไอเดียเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้กับตัวเอง







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น